วันเสาร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การเตรียมบ่อเลี้ยงปลา

การเตรียมบ่อ


ให้ใช้ปูนขาวปรับสภาพดินให้เหมาะกับการเลี้ยงปลาดุก 60 ถึง 100 กิโลกรัมต่อไร่ โรยให้ทั่วบริเวณบ่อ ใส่ปุยคอก 200กิโลกรัมต่อไร่ แล้วปล่อยน้ำเข้า ประมาณ 50 Cm. ปล่อยทิ้งไว้ 5 วัน หรือสังเกตุจากสีของน้ำถ้าเป็นสีเขียวก็ใช้ได้ครับ ตรวจวัดความเป็นกรดด่างให้อยู่ 7.5 – 8.5 ถ้ายังไม่ถึงให้เติมปูนขาวเพิ่มได้อีกครับ
ข้อแนะนำ ควรมีการทำร่มเงาให้เป็นที่พักจากความร้อนของลูกปลา เพื่อลดการตายของลูกปลาจากความร้อนครับ
การเตรียมพันธ์ปลา
ควรเลือกลูกปลาทีมาจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เป็นอันดับแรก ส่วนการดูลูกปลานั้นให้เลือกที่มีความแข็งแรง วายน้ำได้เร็ว ลำตัว หน่วด ครีบ หาง สมบูรณ์ ไม่ว่ายน้ำหงายท้องหรือ ตั้งฉากกับน้ำ
ก่อนการปล่อยลูกปลาลงสู่บ่อควรเอาถุงปลาแช่น้ำในบ่ 10-15 นาทีเพื่อเป็นการปรับอุณหภูมิให้เเท่ากัน ป้องกันการช็อคน้ำของลูกปลา ขนาดลูกลูกปลาที่จะปล่อยควรมีขนาดเท่ากับนิ้วมือ จะเพิ่มอัตราการรอดให้มากยิ่งขึ้นครับ ปริมาณที่เหมาะสมในการเลี้ยงปลาอยู่ที่ 80,000-100,000 ตัวต่อไร่


การเลือกอาหารปลา

ถือเป็นเรื่องที่สำคัญลำดับต้นๆ ของการเลี้ยงปลาดุก เพราะต้นทุนกว่า 80% ของการเลี้ยงปลาดุกอยู่ที่อาหารครับ เราจึงต้องพิถีพิถันในการเลือกอาหารปลาให้มาก ไม่ว่าจะเป็นสีสัน กลิ่น ขนาดของเม็ด การลอยตัวในน้ำ ล้วนต้องเอาใจใส่มากๆเลย
1. เลือกอาหารให้เหมาะกับอายุของปลาด้วย หากเลือกไม่เหมาะสม จะทำให้ปลากินอาหารไม่ได้ หรือ การให้อาหารไม่เพียงพอครับ
- ลูกปลาดุกขนาด 1-4 เซ็นติเมตร เลือกใช้อาหารปลาดุกขนาดเล็กพิเศษ
- ลูกปลาดุกขนาด 3 เซ็นติเมตร เลือกใช้อาหารสำหรับปลาดุก 1-3 เดือน
2. ขนาดของเม็ดต้องใกล้เคียงกัน ไม่มีกลิ่นหืน  ไม่เป็นฝุ่น
3. การลอยตัวในน้ำ ไม่ควรจมลมเร็วเกินไปครับ เพราะนั่นหมายถึงอาหารปลาอาจจะมีความชื้นมากเกินไป
4. ระวังอาหารปลาที่ขึ้นราด้วยนะครับ เพราะจะเป็นสาเหตุให้ลูกปลาตายได้จำนวนมากครับ
ข้อแนะนำ 
ก่อนการเริ่มปล่อยปลาลงสู่บ่อ ควรมีการวัดอัตราการกินอาหารของลูกปลา เพื่อไม่ให้อาหารมากหรือน้อยเกินไป ซึ่งจะทำให้ผลกำไรน้อยลงครับ

การปลูกพริก

การปลูกพริก


ขั้นตอนการปลูก
หลังจากเพาะเลี้ยงต้นกล้าให้ได้อายุ 2-3 สัปดาห์ ก่อนย้ายลงแปลงจริงให้ตัดยอดจนเหลื่อแต่ใบแก่ พร้อมกับรากแก้วให้เหลือเพียง 1-1 นิ้วครึ่ง เมื่อพริกโตขึ้นจะไม่สูงชะลูด แต่จะแตกพุ่มกลมมีกิ่งแขนงมากส่งผลให้มีดอกและผลมากด้วยส่วนรากจะเกิดรากฝอย ใหม่จำนวนมากแผ่กระจายรอบทรงพุ่มสามารถหาอาหารไปเลี้ยงลำต้นได้ง่าย

การเตรียมต้นกล้าก่อนปลูก
หลังจากนำต้นกล้าขึ้นมาจากแปลงเพาะเตรียมที่จะลงแปลงปลูก ให้นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ลงแช่น้ำที่ผสมที-เอส-3000หรือไฮแม็ก อย่างไดอย่างหนึ่ง
-ที-เอส-3000 ประมาณ 3 ขีด ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ซิลิก้า ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว
- ไฮ-แม็ก ประมาณ 30-50 ซีซี (2-3 ฝา) เพื่อให้ต้นกล้าได้รับ ธาตุอาหาร ซึ่งจะทำให้ลำต้นแข็งแรง กระตุ้นการแตกรากดี ทำให้ต้นพริกฟื้นตัวได้เร็ว การปลูกไม่ควรปลูกลงลึกเกินไปเพราะจะทำให้พริกโตช้า



การใส่ปุ๋ย
หลังจากปลูกได้ประมาณ 20-25 วันหรือให้สังเกตดูต้นพริกมีความพร้อมที่ต้องการปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยเพื่อเร่งการเจริญเติบโตดังนี้
กรณี ใส่ปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยมูลสัตว์)ถ้าต้องการใสปุ๋ยอินทรีย์ใช้สารที-เอส-3000 ชนิดผง 15 กก.ผสมปุ๋ยอินทรีย์ในอัตราปุ๋ยอินทรีย์ 200-300 กก. หว่านในอัตรา 1 ไร่ ที-เอส-3000 มีสารอาหารที่ครบถ้วนช่วยให้พืชได้รับธาตุอาหารที่ครบถ้วน ช่วยลดปัญหาการเกิดเชื้อรา ลดปัญหาการเกิดโรครากเน่า โคนเน่า จะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ของปุ๋ยอินทรีย์ให้มีค่าเป็นกลางเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อพืช




การปลูกสตรอเบอร์รี่

การปลูกสตรอเบอร์รี่


 วิธีการปลูก 

ปลูกโดยการปลูกในวัสดุปลูกคือ ทรายหยาบ + แกลบดิบปลูกให้พอดีกับขนาดของต้นไม่ลึกเกินไป
ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีตอนปลูกใหม่ เพราะอาจทำให้ระบบรากเสียหายและต้นตาย ได้ ควรปล่อยเฉพาะน้ำเปล่าๆ การปลูกต้นไหลนั้นระดับรอยต่อของรากและลำต้นจะต้องพอดีกับระดับของผิววัสดุปลูก ไม่ปลูกลึกหรือตื้นเกินไป
ถ้าปลูกลึก คือ ส่วนลำต้นจมอยู่ต่ำกว่าผิววัสดุปลูก หากเชื้อโรคเข้าทางยอดของลำต้นจะทำให้ยอดเน่า
ต้นเจริญเติบโตช้าและอาจถึงตายได้ ถ้าปลูกตื้น คือ ปลูกต้นไหลแล้วรากลอยขึ้นมาเหนือผิววัสดุปลูก ทำให้รากถูกอากาศและ
แห้ง ต้นเจริญเติบโตช้า ไม่สมบูรณ์ และอาจเป็นสาเหตุให้ต้นตายได้เช่นกัน การปลูกควรให้ขั้วไหลด้านที่เจริญมาจาก
ต้นแม่หันเข้ากลางแปลง เพื่อที่จะให้ผลสตรอเบอรี่ที่ผลิตออกมาอยู่ด้านนอกของแปลงได้รับแสงแดดเต็มที่
ทำให้รสชาติดี สะดวกในการเก็บเกี่ยวและลดปัญหาเรื่องโรคของผลได้ ปลูกหลุมละ 1 ต้น การใช้ต้นไหลที่ผ่าน การเกิดตาดอกจากพื้นที่สูงจะทำให้ได้ผลผลิตเร็ว และมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น
เมื่อปลูกต้นไหลแล้ว ระยะตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณเดือนธันวาคม ต้นไหลบางพันธุ์จะผลิตส่วนไหลออก
มาเรื่อยๆ ให้เด็ดหรือตัดส่วนไหลออกให้หมดทุกต้น ไม่ควรเลี้ยงไหลไว้เพื่อใช้ปลูกต่อไป เพราะจะทำให้ต้น
ที่ย้ายปลูก (ต้นเดิมที่นำลงมาจากภูเขา)สร้างตาดอกรุ่นต่อมาช้าลง และทำให้ต้นโทรม ขาดความแข็งแรงได้
นอกจากนี้ยังจะกระทบกระเทือนต่อผลผลิตรวมทั้งแปลงอีกด้วย

การให้น้ำ + การให้ปุ๋ย


เนื่องจากเป็นการปลูกระบบไฮโดรโปรนิคส์ ทั้งน้ำและปุ๋ยจะมาพร้อมกันในระบบน้ำหยด ซึ่งควบคุมด้วยตัวตั้งเวลาให้น้ำวันละ 4 ครั้ง
การกำจัดวัชพืช


การปล่อยให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงสตรอเบอรี่ จะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้ เนื่องจากวัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำแย่งอาหาร
ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงที่จะระบาดทำความเสียหายให้แก่สตรอเบอรี่ด้วย เกษตรกรต้องหมั่นกำจัดวัขพืชอย่า
สม่ำเสมอ พร้อมทั้วตัดแต่งใบและลำต้นแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออกทิ้ง ซึ่งแต่ละกอควรเก็บหน่อไว้ประมาณ 6 - 8 หน่อ 

และอย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงปลูก เพราะจะทำให้เป็นที่สะสมโรค ควรเก็บเศษพืชอัดใส่ถุงปุ๋ยให้แน่นผูกปากถุงทิ้งไว้
เมื่อสลายตัวแล้วจะได้นำไปใช้เป็นปุ๋ยต่อไป





เพาะงอกง่ายๆ ได้กินไวทันใจคนเมือง


                จะว่าไปสำหรับคนในเมืองที่เป็นมือใหม่หัดปลูก ยังแอบใจร้อน อยากได้หยอดเมล็ดแล้วได้กินไวๆ แบบที่ไม่ต้องดูแลรักษามากมายนัก ก็แนะนำว่าให้เริ่มต้นจากการลองเพาะเมล็ดงอกกินกันดูก่อน โดยเจ้าเมล็ดเพาะงอกที่ว่านี้ก็มีหลากหลายให้เลือกสรร ตั้งแต่ถั่วเขียว ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตาหรือโต้วเหมี่ยว และเมล็ดทานตะวัน เป็นต้น
                วิธีทำก็ไม่ยุ่งยากอะไรมากนัก  คราวนี้จะขอแนะนำ 2 เมล็ด 2 รูปแบบการเพาะให้ลองนำไปทดลองทำกันดู
วิธีเพาะเมล็ดถั่วลันเตา หรือโต้วเหมี่ยว
1.   ล้างเมล็ดถั่วลันเตาให้สะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน
2.   นำเมล็ดที่แช่น้ำแล้ว วางบนทิชชูที่ซ้อนกันประมาณ 3 ชั้นในภาชนะที่เจาะรูด้านล่าง
3.   รดน้ำเช้า เย็น
ประมาณ 10 วันก็สามารถตัดกินได้แล้ว และที่พิเศษสำหรับโต้วเหมี่ยวคือ เมื่อตัดไปแล้ว ก็ให้รดน้ำต่อไปเรื่อยๆ โต้ว เหมี่ยวก็จะยังเติบโตขึ้นมาให้เราได้ตัดกินกันอีก 2-3 รอบ
ขอบอกว่าโต้วเหมี่ยวนี้อุดมไปด้วยวิตามินบีและซี แถมยังธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารเลซิตินที่ช่วยการทำงานของระบบประสาทและสอง ช่วยบำรุงสายตา ตับ หัวใจ และช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอย่างดีเนื่องจากมีเส้นใยมาก ที่สำคัญรสชาติหวาน กรอบ อร่อยทีเดียว 

วิธีเพาะเมล็ดงอกทานตะวัน
1. เตรียมวัสดุเพาะ ได้แก่ขุยมะพร้าวร่อน 4 ส่วน ขี้เถ้าแกลบร่อน 1 ส่วน หรือจะใช้ขุยมะพร้าวร่อน กับดินร่อน 1 ต่อ 1 ก็ได้ นำมาผสมให้เข้ากัน
2.  แช่เมล็ดทานตะวันในน้ำอุ่นทิ้งไว้ 1 คืน หรืออย่างน้อย 8 ชั่วโมง
3. นำวัสดุปลูกใส่ภาชนะ  เช่นตะกร้าขนมจีน หรือตะกร้าที่มีตาถี่ หากไม่มีก็สามารถใช้ภาชนะปลูกอะไรก็ได้ แต่ขอให้มีรูระบายน้ำ โดยแนะนำให้ใส่วัสดุเพาะประมาณ ¾ ส่วนของภาชนะ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม
4.  โรยเมล็ดทานตะวันที่แช่น้ำแล้ว เกลี่ยให้ทั่วแล้วโรยขุยมะพร้าวที่เหลือกลบด้านหน้าเล็กน้อย รดน้ำให้ชุ่มอีกครั้ง
นำไปวางไว้ในที่ร่ม รดน้ำเช้า-เย็น อดใจรอประมาณ 4-5 วันก็สามารถตัดมากินได้ แต่เมล็ดทานตะวันจะงอกได้เพียงครั้งเดียว ดังนั้นถ้าติดใจก็ต้องเตรียมเพาะกันใหม่อีกรอบนะคะ 


  


ขอฝากไว้อีกอย่างหนึ่งก็คือ ใครที่อยากจะลองกินเมล็ดทานตะวันเพาะงอก เวลาไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์ก็ขอให้พิถีพิถันสักหน่อย คือให้เลือกเมล็ดทานตะวันที่ไม่มีการเคลือบหรือคลุกยากันแมลงมา วิธีดูก็สังเกตสี โดยปกติเมล็ดจะเป็นสีดำ แต่ถ้าคลุกยาเราก็มักจะเห็นเป็นสีออกขาวๆ หากนำมาเพาะกินก็อาจเป็นอันตรายได้นะคะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน 
ส่วนเรื่องเมนูอาหาร สุดเเท้เเต่ใครจะสร้างสรรค์เลยค่ะ ต้นอ่อนเมล็ดงอกเหล่านี้สามารถกินได้ทั้งเเบบสด คือกินเเนมกับน้ำพริก กินกับน้ำสลัด หรือจะนำไปลวก ไปต้มจืด ไปผัก ไปเเกงก็ได้ทั้งนั้นค่ะ 

ขอบคุณรูปจาก fb Nam-ing Thippayawat
ขอบคุณข้อมูลจาก Organic Way และกลุ่มเมื่อคนเมืองอยากปลูกผักค่ะ


แปลงพื้นปูนและดาดฟ้าให้กลายเป็นเเปลงผัก

       แม้จะมีชีวิตอยู่บนตึกท่ามกลางป่าคอนกรีต เเต่วันนี้ความฝันเรื่องการปลูกผักบนดาดฟ้า หรือทำเกษตรบนพื้นปูนก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงอีกต่อไป
 สวนเกษตรดาดฟ้าสำนักงานเขตหลักสี่น่าจะเป็นตัวอย่างความสำเร็จได้อย่างดี เเละขอนำเคล็ดลับมาฝากกันในคราวนี้ค่ะ

ทำเเปลงปลูกยังไงดี


ปัญหาหลักที่ต้องคำนึงถึงในการทำเกษตรบนพื้นปูนคือเรื่องของความร้อน ดังนั้นในกระบวนการเตรียมเเปลงปลูกนั้นจึงจำเป็นต้องใช้กาบมะพร้าวเป็นส่วนประกอบหลัก เเละใช้ดินเป็นส่วนประกอบรอง โดยบรรจุลงในกระบะไม้ที่เตรียมทำเป็นเเปลงไว้ตามขนาดที่เหมาะสมของเเต่ละพื้นที่ โดยมีขั้นตอนการทำเเปลงปลูกดังนี้

1. นำกิ่งไม้หรือไม้รวกมาก่อเป็นเเบบเเปลงสี่เหลี่ยมตามขนาดที่ต้องการ มัดติดกันด้วยลวด

2.นำกระสอบปุ๋ยมาเย็บติดกันเป็นเเพเท่าขนาดเเปลง

3.นำเเผ่นโฟมหรือแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดตัดตามขนาดตีติดกับเเปลง เป็นการช่วยป้องกันเเละลดระยะเวลาการผุพังของไม้เเบบเเปลงซึ่งอาจถึงย่อยสลายโดยน้ำผสมจุลินทรีย์ที่ใช้รดผักได้ผสมดินอย่างไรให้ผักงามอย่างที่บอกไปข้างต้นว่าพื้นปูนจะมีปัญหาเรื่องความร้อน ดังนั้นหากใช้ดินอย่างเดียวผักก็จะเหี่ยวเฉาได้เพราะดินจะดูดความร้อนจากปูนไปสู่ต้นไม้ เราจึงต้องใช้กาบมะพร้าวมาช่วยดูดซับความชื้นเเละกรองความร้อนจากปูน ลองมาดูขั้นตอนกันเลยดีกว่าค่ะ


1. นำกาบมะพร้าวมาวางให้ทั่วเเปลง โดยใช้กาบมะพร้าว 2 ส่วน หรือครึ่งเเปลงปลูก เเละโรยดินด้านบน 1 ส่วน
2. โรยปุ๋ยเเห้งลงในดินบางๆให้ทั่วเเปลง โดยอาจคำนวนคราวๆว่าปุ๋ยเเห้ง 1 กำมือ ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร


3. คลุกเคล้าให้เข้ากัน เเล้วรดน้ำให้ชุ่ม  เพียงเท่านี้สามารถนำกล้าผักที่เพาะไว้มาปลูกได้เเล้วครับ

เลี้ยงไส้เดือน ช่วยกำจัดเศษอาหาร สร้างปุ๋ยหมักให้แปลงผัก

เลี้ยงไส้เดือน ช่วยกำจัดเศษอาหาร สร้างปุ๋ยหมักให้แปลงผัก



                หลายคนพอเริ่มลงมือปลูกผักบ้างแล้ว ก็เริ่มสนใจที่จะขยับขยายหาวิธีทำให้ดินของตัวเองอุดมสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ บางคนก็อาจเริ่มจากการทำน้ำหมักชีวภาพ ทำปุ๋ยหมัก ทำดินหมักไว้ใช้เองมากขึ้น และเชื่อว่าหลายคนก็คงจะสนใจเรื่องการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อช่วยผลิตปุ๋ย แถมยังช่วยกำจัดเศษผัก ผลไม้ ที่เหลือทิ้งไปอย่างน่าเสียดายได้อย่างดีด้วย
              ส่วนเรื่องรูปแบบ เทคนิควิธีการในการเลี้ยงไส้เดือนของแต่ละที่ก็อาจจะแต่ต่างกันไป ที่นำมาแนะนำคราวนี้ แบ่งปันมาจากธรรมชาติฟาร์ม ซึ่งครูวิวิช โพธิเวช ได้เขียนแบ่งปันไว้ในหน้าเพจ @ ธรรมชาติฟาร์ม ซึ่งหากใครอ่านแล้วต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้เพิ่มเติม ก็เชิญไปได้ที่หน้าเพจเลยนะคะ
                สายพันธุ์ไส้เดือนที่ทางธรรมชาติฟาร์มเลือกคือแอฟริกัน ไนท์ครอเซอร์ หรือ AF เป็นพันธุ์ที่นำเข้ามาเลี้ยงในบ้านเรานานแล้ว ผ่านการทดลอง แล้วว่าเหมาะสม ทั้งเรื่องการเจริญเติบโต การขยายพันธุ์ที่รวดเร็ว และคุณภาพของปุ๋ย ที่เกิดจากการหมัก และย่อยสลายจากจุลินทรีย์ภายในตัวไส้เดือน จึงเป็นสายพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมเลี้ยงกันแพร่หลาย.....
                รูปแบบการเลี้ยงไส้เดือนก็ทำได้หลายรูปแบบ เช่นการเลี้ยงในกะละมัง การเลี้ยงในวงปูน การเลี้ยงในบ่อพลาสติกสีดำ การเลี้ยงในลิ้นชัก หรือการเลี้ยงในอ่างปูนสี่เหลี่ยม ซึ่งการสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของตัวเอง เช่น ก่อนอื่นก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ว่าเราจะเลี้ยงไส้เดือน เพื่ออะไร คือ เลี้ยงเพื่อทำปุ๋ยหมัก สำหรับใช้เอง ..............หรือ เลี้ยงเพื่อต้องการผลิตปุ๋ย และผลิตตัวไส้เดือน เพื่อขายเป็นการค้า.......
                สำหรับที่ธรรมชาติฟาร์มใช้การเลี้ยงไส้เดือนในอ่างปูนสี่เหลี่ยม ซึ่งเดิมเคยเป็นที่เลี้ยงปลามาก่อน แต่ปัจจุบันไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรแล้ว ก่อนที่จะปล่อยไส้เดือนลงไปในอ่าง ก็ต้องหมักปุ๋ยหมักเพื่อเป็นอาหารหลัก ในการเลี้ยงไส้เดือน เพื่อผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนวิธีการทำก็คือ


1.  ให้นำปุ๋ยคอก ซึ่งที่ธรรมชาติฟาร์มจะใช้ขี้ม้าแห้งซึ่งหาได้ในท้องถิ่น มาใส่ลงในอ่างปูนให้สูงพอสมควร รดน้ำให้เปียกชุ่มจนทั่ว แล้วใช้น้ำหมักชีวภาพที่หมักจากพืชผักสีเขียวรดให้ทั่ว เพื่อให้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายปุ๋ยหมัก ให้สลายตัวเร็วยิ่งขึ้น โดยปกติก็จะใช้เวลาในการหมักประมาณ 7-10 วัน ในระหว่างนี้ ต้องช่วยคลุกเคล้า กองปุ๋ยไปมา 2-3 วันครั้ง เนื่องจากกระบวนการหมักจะทำให้เกิดความร้อนในกองปุ๋ย  วิธีดูว่าปุ๋ยหมักนี้ได้ทีพร้อมจะนำไปเลี้ยงไส้เดือนหรือยัง ก็คือดูว่าความร้อนหมดไปหรือยังนั่นเอง

2.  ปล่อยไส้เดือนลงไป ให้ไส้เดือนคุ้นเคยกับปุ๋ยหมักซึ่งเป็นอาหารหลักสักระยะหนึ่ง จากนั้นก็สามารถเริ่มให้อาหารเสริมได้ ไม่ว่าจะเป็นเศษผัก เศษผลไม้สุก เช่นพวกกล้วย มะละกอ โดยวิธีให้ก็คือให้ฝังลงไปในปุ๋ยเป็นจุดๆ แนะนำว่าให้ให้ครั้งละไม่ต้องมากนัก เมื่อหมดแล้วจึงค่อยให้ใหม่ การให้อาหารเสริมนี้จะช่วยเร่งการเจริญเติบโต การเจริญพันธุ์ การขยายพันธุ์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และจะได้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนที่มีคุณภาพดีกว่าใช้ปุ๋ยคอกเป็นอาหารหลักอย่างเดียว

3.  หลังจากเลี้ยงไส้เดือนไปประมาณ 1 เดือนครึ่ง เราก็จะเริ่มเห็นลูกหลานตัวเล็กๆ ซึ่งถ้าเรามีการวางแผนการจัดการที่ดี เราก็จะสามารถผลิตปุ๋ยและตัวไส้เดือน ได้จำนวนมากในเวลาไม่นาน แนะนำว่า ถ้าเราเริ่มต้นการไส้เดือน 1 อ่าง (พ.ท.1*1 ม.) ใช้ปริมาณไส้เดือนจำนวน 1/2 ก.ก. เมื่อระยะเวลาเลี้ยงผ่านไปประมาณ 1 เดือน เราต้องเตรียมอ่างเพิ่มใหม่อีก 1 ใบ แล้วหมักมูลสัตว์เตรียมพร้อมเอาไว้ พอได้เวลาประมาณ เดือนครึ่ง ลองสังเกต พลิกปุ๋ยที่เลี้ยงดูว่าเริ่มมีตัวอ่อนในบ่อเลี้ยงแล้วหรือยัง ถ้ามีตัวเล็กๆเยอะ มองดูแล้วหนาแน่น  เราก็ทำการแยกคัดตัวพ่อแม่พันธุ์ไส้เดือนออก คือย้ายพ่อแม่พันธุ์จากบ่อเก่าไปยังบ่อใหม่ที่มีปุ๋ยหมักเตรียมพร้อมไว้แล้ว  เพื่อให้พ่อแม่พันธุ์ได้กินอาหารใหม่ ทำการผลิตปุ๋ยและขยายพันธุ์ ต่อไป

4. ส่วนลูกตัวเล็กๆในบ่อเก่า ก็ใช้เวลาเลี้ยงต่อไปอีกจน ครบ 3 เดือน เราก็จะได้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนที่สมบูรณ์ สามารถนำไปใช้ได้ พร้อมกับรุ่นลูก ที่โตพอที่จะคัดไปเป็นพ่อแม่พันธุ์ได้อีก...

เห็นมั้ยครับว่าปริมาณที่ได้จะเริ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพียงแต่เราต้องเตรียมความพร้อม คือต้องเตรียมบ่อเลี้ยงให้เพียงพอ เตรียมหมักปุ๋ย ให้ต่อเนื่อง จากการเริ่มต้นเลี้ยงไส้เดือน ที่ 1/2 ก.ก. จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น อย่างมาก ในเวลาไม่กี่เดือน  ที่สำคัญหลังจากปล่อยไส้เดือนลงไปในบ่อแล้ว ก็ควรจะหาแผ่นตาข่ายปิด เพื่อช่วยป้องกันศัตรูอย่างพวกหนู กระรอก นก แมวมาทำร้ายด้วย แล้วก็อย่าลืมให้อาหาร และดูแลความชื้นให้เหมาะสมอยู่เสมอด้วยนะคะ

เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับก่อร่างสร้างสวนผักดาดฟ้า

                         เคล็ด(ไม่)ลับ สำหรับก่อร่างสร้างสวนผักดาดฟ้า

                เวลานั่งรถไฟฟ้า หรือนั่งรถข้ามสะพานสูงๆ มองลงไป มักจะเห็นภาพดาดฟ้าของตึก ไม่ว่าจะเป็นตึกแถว หรือตึกสูง ต่างถูกทิ้งว่างไว้อย่างไร้ประโยชน์ ในบางตึกอาจจะแทบไม่เคยมีใครย่างกายขึ้นไปเบื้องบนเลย ทั้งๆที่บางที บนดาดฟ้าของหลายตึกอาจจะเป็นจุดชมทัศนียภาพชั้นเยี่ยม ดีกว่าเสียสตางค์ขึ้นไปชมวิวโดยที่เราไม่รู้ตัวก็เป็นได้
                ที่กล่าวมานี้ ไม่ใช่ว่าจะชวนให้ขึ้นไปชมวิวอย่างเดียว แต่ทราบหรือไม่ค่ะว่าเราสามารถที่จะพัฒนา ปรับเปลี่ยนพื้นที่ดาดฟ้าที่ทิ้งร้างไว้นี้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะใช้เป็นแหล่งผลิตอาหาร ด้วยการปลูกพืชผักปลอดภัยไร้สารพิษ หรือแม้แต่เป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว และช่วยลดโลกร้อนได้อีกทาง
                อย่างไรก็ตาม ใครที่เริ่มสนใจและคิดอยากจะลงมือทำ ลองฟังเคล็ดลับ และข้อแนะนำในการวางแผนทำแปลงจากผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์การทำสวนเกษตรดาดฟ้ามานานอย่างสำนักงานเขตหลักสี่กันทางนี้ค่ะ


           
             1. เตรียมความพร้อมของพื้นที่ดาดฟ้า

              - ดาดฟ้าที่จะทำแปลงผัก ควรลงน้ำยากันซึมก่อน เพื่อป้องกันปัญหาน้ำรั่วซึม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างของตึกได้

            - ควรทำพื้นดาดฟ้าให้มีความลาดเอียงออกด้านข้างทั้งสองข้าง อย่างน้อย 0.05 เพื่อป้องกันปัญหาน้ำขัง ทั้งเวลาฝนตก และเวลารดน้ำต้นไม้

            - ควรมีท่อระบายน้ำด้านข้าง อย่างน้อยข้างละ 4 จุด เพื่อให้น้ำระบายออกได้ และถ้าเป็นไปได้ควรเลือกใช้ท่อขนาดค่อนข้างใหญ่ เพื่อป้องกันปัญหาการอุดตัน

            - การรองรับน้ำหนักของดาดฟ้า หากเป็นโครงสร้างตึกตามมาตรฐานทั่วไป พื้นที่ 1 ตารางเมตร จะรับน้ำหนักได้ 200 กิโลกรัม ส่วนบนพื้นที่บนคาน จะสามารถรับน้ำหนักได้ประมาณ 400-600 กิโลกรัม ดังนั้นจึงต้องออกแบบแปลงผักให้เหมาะสม ที่สำคัญหากตึกเก่ามาก ก็ควรปรึกษาสถาปนิกก่อน เพื่อความปลอดภัย


         2. การออกเเบบ วางผังสวนเกษตรดาดฟ้า

          องค์ประกอบสำคัญของสวนเกษตรดาดฟ้าที่ควรมี ได้แก่ เสาปูน ตาข่ายพรางแสง ซุ้มผักหรือต้นไม้กันลม แปลงปลูก เรือนอนุบาลต้นกล้า แปลงเพาะกล้า ก๊อกน้ำและถังสำหรับรองน้ำ โดยมีรายละเอียดดังนี้

           เสาปูน: ทำง่ายๆจากล้อยาง และนำเสาปูนมาใส่ แล้วเทปูนลงไป คล้ายเสาตะกร้อ ใช้สำหรับเป็นหลักยึดตาข่ายพรางแสง โดยอาจจะทำข้างละ 2 เสา ทั้งนี้ดูตามความเหมาะสมของขนาดพื้นที่




            ตาข่ายพรางแสง: เนื่องจากบนดาดฟ้าจะมีแสงแดดค่อนข้างแรง อาจส่งผลกระทบต่อผักได้ ดังนั้นจึงควรถึงเชือกเป็นตาข่ายขึงไว้ด้านบน โดยใช้ท่อพีวีซี และเหล็กสลิงช่วยยึด เพื่อสร้างความแข็งแรง ทนทานต่อลมฝน หากใช้เชือกอย่างเดียวอาจเกิดความเสียหายง่าย และเมื่อทำตาข่ายแล้ว ก็ปลูกพืชที่เลื้อยได้ด้านข้าง วางแผนให้พืชเลื้อยมาตามตาข่ายที่ถักไว้ด้านบน เพื่อช่วยพรางแสงให้กับแปลงผักด้านล่าง


     ซุ้มผักหรือต้นไม้กันลม: ปัญหาอีกประการของการปลูกผักบนดาดฟ้าคือเรื่องของลมแรง ซึ่งอาจทำให้ดินแห้งเร็วเกินไปและส่งผลกระทบต่อผักที่ปลูก ดังนั้นจึงควรทำซุ้มผัก เพื่อช่วยกันลม โดยซุ้มผักสามารถทำจากท่อพีวีซี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ควรใช้ไม้ไผ่คาดเป็นโครงด้านข้างด้วย เพื่อความแข็งแรง หากใช้ท่อพีวีซีทั้งหมด หากลมพัดแรงซุ้มผักอาจพังได้ โดยพืชที่เลือกมาปลูกในซุ้มก็คือพืชเถาเลื้อย อย่างพวกบวบ ฟัก น้ำเต้า ซึ่งใบจะไม่ทึบมากนั้น ทำให้ลมบางส่วนสามารถผ่านลอดใบมาได้ หากปลูกพืชที่ใบหนาทึบจนเกินไป อาจเกิดปัญหาเรื่องลมปะทะแรงเกิน ก่อให้เกิดความเสียหายตามมาได้


         สำหรับผู้ที่ต้องการปลูกต้นไม้กันลม โดยไม่ต้องทำซุ้มผัก ก็อาจเลือกปลูกพวกเสาวรส องุ่น สับปะรด หรือปลูกต้นกล้วยพันธุ์เตี้ยก็ได้ ถ้าเป็นต้นกล้วยพันธุ์สูง ก็ควรจะตัดแต่งต้นอยู่เสมอ


           แปลงปลูก : หลักสำคัญของการทำแปลงปลูกคือควรกว้างประมาณ 1 เมตร เพื่อให้สะดวกในการทำงาน สามารถเอื้อมมือได้ถึง สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ส่วนความยาวดูตามความเหมาะสม  ที่สำคัญควรเว้นระยะห่างระหว่างแปลงเพื่อให้สามารถขนดิน ขนปุ๋ย รดน้ำ รวมถึงปลูกลงแปลงได้สะดวก




          เรือนอนุบาลต้นกล้า: เนื่องจากบนดาดฟ้า นอกจากจะมีปัญหาเรื่องแดดแรงแล้ว ยังมักมีปัญหาเรื่องนก ซึ่งจะมาสร้างความเสียหายให้กับต้นกล้า ดังนั้นแนะนำว่าควรทำเรือนอนุบาลต้นกล้า 1 เรือน เพื่อช่วยพรางแสงและช่วยกันนก โดยเมื่อเพาะกล้าเสร็จ ก็จะนำเข้ามาไว้ในเรือนอนุบาล 2-3 วัน




           แปลงเพาะกล้า : หลังจากต้นกล้าอยู่ในเรือนอนุบาล 2-3 วันแล้ว ให้ย้ายออกมาไว้ที่แปลงเพาะ โดยด้านบนควรทำตัวช่วยพรางแสงไว้ และควรมีผ้าใบพลาสติกไว้สำหรับคลุมตอนฝนตกอีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นกล้าเสียหาย เมื่อต้นกล้าเติบโตจนอายุประมาณ 10-15 วัน ก็จะแข็งแรงขึ้น สามารถย้ายออกมาด้านนอก เตรียมพร้อมปลูกลงแปลงใหญ่ได้






          ก๊อกน้ำ และถังรองน้ำ : ระบบน้ำสำหรับรดผักก็มีความสำคัญเช่นกัน ดังนั้นหากใช้น้ำประปาก็ต้องมีการต่อท่อขึ้นไป และควรมีถังรองพักน้ำไว้ ก่อนรดน้ำผัก เพราะในน้ำประปาจะมีคลอรีนมาก ทำให้ผักเติบโตได้ไม่ดีเท่าที่ควร




           3. วางแผนการปลูก

           ก่อนจะไปถึงการวางแผนปลูก สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือวัสดุปลูกที่ใช้ในแปลง เนื่องจากพื้นปูนมีความร้อนสูง ประกอบกับความสามารถในการรองรับน้ำหนักของตึกมีไม่มากนัก ดังนั้นวัสดุปลูกควรมีส่วนผสมของกาบมะพร้าวมากๆคือในอัตราส่วนของกาบมะพร้าว 2 ส่วน  และดิน 1 ส่วน เพื่อให้กาบมะพร้าวช่วยกรองความร้อนจากพื้นปูน และช่วยดูดซับความชื้นไว้ ที่สำคัญช่วยทำให้แปลงมีน้ำหนักเบาขึ้น ไม่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างตึกนั่นเอง

          ส่วนเรื่องการวางแผนการปลูก หลักสำคัญคือการปลูกพืชหมุนเวียน และการปลูกพืชต่างชนิดกันในแปลงใกล้กันเพื่อป้องกันปัญหาแมลงและโรคพืช เช่นหากปลูกคะน้าไปแล้ว ก็จะต้องเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นอย่างน้อย 2 รอบ จึงจะกลับมาปลูกคะน้าได้อีก และแปลงที่อยู่ข้างๆแปลงคะน้า ก็ควรปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่คะน้าด้วยเช่นกัน และเพื่อให้การปลูกดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เมื่อนำต้นกล้าปลูกลงแปลงแล้ว ต้องเพาะกล้าใหม่ไว้ทันที ห้ามผัดวันประกันพรุ่ง เมื่อได้เวลาเก็บเกี่ยว ก็ต้นกล้าก็จะโตพอที่จะปลูกลงแปลงได้ต่อพอดี

           หากมีพื้นที่น้อย มีแปลงผักน้อย แนะนำว่าให้ปลูกผสมผสานลงไปในแปลงเดียวกันเลย โดยควรเลือกผักที่มีอายุใกล้เคียงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการแปลง

            สำหรับพืชล้มลุกอายุยืน อย่างกระเพรา โหราพา แมงลัก ควรปลูกแยกต่างหาก  และควรปลูกห่างกัน เพื่อให้สะดวกในการดูแลรักษา และป้องกันการผสมพันธุ์กัน โดยควรหมั่นตัดแต่งอยู่เสมอ เพราะพืชชนิดนี้หากตัดแล้วจะแตกใหม่ สามารถใช้ได้ตลอด ที่สำคัญไม่ควรปล่อยทิ้งไว้จนมีดอกแก่ เพราะอาจจะทำให้มีแมลงวันทองมารบกวน และแพร่กระจายไปยังต้นอื่น ยกเว้นแต่ว่าตั้งใจจะเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อ






คราวนี้ใครที่คิดอยากจะปลูกเเต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไร ก็คงจะมีข้อมูลเเละพร้อมลุยเต็มที่เเล้วใช่มั้ยค่ะ

 ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล http://www.thaicityfarm.com/autopagev4/show_page.php?topic_id=177&auto_id=29&TopicPk=